วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

บทที่ 10 เรื่องที่ 2การประยุกต์ใช้ระบบ ผู้เชี่ยวชาญ




วิทยานิพนธ์ (วศ.ม.)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2548 ศึกษาและรวบรวมความรู้โดยอาศัยการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและแหล่งข้อมูลต่างๆ ในกระบวนการตัดและกระบวนการเก็บรายละเอียดของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดโครงสร้างให้เหมาะสมกับเปลือกของระบบผู้เชี่ยวชาญ โดยแบ่งองค์ความรู้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ องค์ความรู้เบื้องต้น (Getting start) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้ทั่วไป (เช่น ความหมายของกระบวนการ อุปกรณ์และเครื่องจักร) และความรู้เบื้องต้นในการทำงาน (เช่น หลักการในการตัด การพับงาน) ความรู้แนววิธีการ (How to) ที่เป็นข้อมูลของการทำงานในอดีต และองค์ความรู้เชิงแก้ปัญหา (Problem solving) ซึ่งเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับปัญหาในการทำงาน สาเหตุและแนวทางแก้ไข การประยุกต์ใช้กับเปลือกระบบผู้เชี่ยวชาญ จะนำองค์ความรู้ที่ได้จากการจัดโครงสร้างแล้วมานำเข้าข้อมูล โดยองค์ความรู้เบื้องต้นและองค์ความรู้แนววิธีการ จะนำเข้าในรูปของโครงสร้างแผนผังต้นไม้ที่เป็นหมวดหมู่ และองค์ความรู้เชิงปัญหาและแนวทางแก้ไข จะอยู่ในรูปของการให้เหตุผลแบบกฎ (Rule-based reasoning) แล้วจึงตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานของระบบผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลที่ได้จะทำให้ความรู้ต่างๆ มีการจัดเก็บที่เป็นระบบและตลอดจนความรู้ที่จะเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้ลดเวลาที่ใช้ลองผิดลองถูกในการทำงานได้มากขึ้น To study and systematically accumulate knowledge in the cutting and the finishing process of the garment industry from experts and other reliable sources of information. This knowledge was then organized in an appropriate structure in order to fit with the expert system shell designed by Industrial Engineering Department of Chulalongkorn University. After gathering the knowledge, they were separated into 3 modules which are getting start module, how-to module, and problem solving module. In order to effectively fit the knowledge from 3 modules with the expert system shell, each module was organized in different structure. The getting start module and the how-to module were organized in tree diagram structure and the problem solving was organized in rule-base reasoning structure which allows users to systematically accumulate the knowledge and significantly reduce the time required in learning the process.
การประยุกต์ใช้ระบบผู้เชี่ยวชาญสำหรับกระบวนการตัดและการเก็บรายละเอียดของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม. Available from: http://www.researchgate.net/publication/27808564_ [accessed Nov 9, 2015].

บทที่ 10 เรื่องที่ 1 ระบบผู้เชี่ยวชาญ



2. ระบบผู้เชี่ยวชาญ
ระบบผู้เชี่ยวชาญ(Expert Systems) เป็นระบบที่ช่วยในการแก้ไขปัญหาหรือทำการตัดสินใจ โดยจะเกี่ยวข้องกับการจัดความรู้ มากกว่าสารสนเทศทั่วไป และจะถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดียวกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็น มนุษย์ เป็นการจำลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญมาไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบผู้เชี่ยวชาญจัดเป็นงานทางด้านปัญญาประดิษฐ์ที่มีการปฏิบัติและติด ตั้งใช้งานมากที่สุด ระบบจะทำการโต้ตอบกับผู้ใช้ โดยมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่าง ให้ข้อแนะนำ และช่วยเหลือในกระบวนการตัดสินใจ แต่ระบบนี้จะมีความสามารถเฉพาะด้านต่อปัญหาเฉพาะทางที่ไม่สามารถแก้ไขดัด แปลงไปใช้แก้ปัญหาอื่นได้โดยง่าย
องค์ประกอบของระบบผู้เชี่ยวชาญ
1.  ฐาน ความรู้ (Knowledge Base) เป็นส่วนของความรู้ของผู้เชี่ยวชาญทั้งข้อเท็จจริงที่เป็นความรู้ทั้งหมดและ กฎที่ผู้เชี่ยวชาญใช้ในการตัดสินใจ
2.  โปรแกรม ของระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System Software หรือ Software Resources) แบ่งเป็น 2ส่วน คือ ส่วนที่ใช้ในการประมวลผลความรู้จากฐานความรู้และส่วนที่ใช้ในการติดต่อสื่อ สารกับผู้ใช้
ประโยชน์ของระบบผู้เชี่ยวชาญ
                1. ช่วยในการเก็บความรู้ของผู้เชี่ยวชาญในด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะไว้ ทำให้ไม่สูญเสียความรู้และสามารถนำความรู้นั้นมาใช้งานเมื่อผู้เชียวชาญออก จากองค์การหรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้
                2. จะช่วยขยายขีดความสามารถในการตัดสินใจให้ผู้บริหารจำนวนมากๆ พร้อมกัน
                3. สามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิพลให้กับผู้ใช้ระบบในการตัดสินใจได้ เป็นอย่างมาก
                4. ช่วยให้การตัดสินใจแต่ละครั้งมีความใกล้เคียงและไม่ขัดแย้งกัน
                5. ช่วยลดการพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/358027

บทที่ 9 คำศัพท์พร้อมคำแปล


ความรู้ Knowledge

การจัดการความรู้ Knowledge Management

ข้อมูล Data

สารสนเทศ Information

ความรู้โดยนัย Tacit Knowledge

ความรู้แบบชัดแจ้ง Explicit Knowledge

การสร้างความรู้ Create Knowledge

การปรับความรู้ Refine Knowledge

การจัดเก็บความรู้ Store Knowledge

การจัดการ Manage Knowledge


บทที่ 9 เรื่องที่ 3 ประเภทของการตัดสินใจ



ประเภทของการตัดสินใจมี 3 ประเภท ได้แก่
1. การตัดสินใจแบบโครงสร้าง( Structure) บางครั้งเรียกว่าแบบกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว( programmed) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงมีมาตรฐานในการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้ว โดยวิธีการในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น การหาระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสม หรือการเลือกกลยุทธ์ในการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด เมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดหรือเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด การตัดสินใจแบบนี้จึงมักใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์( Mathematical Model) หรือศาสตร์ทางด้านวิทยาการการจัดการ( Management Science) หรือการวิจัยดำเนินงาน( Operation Research) เข้ามาใช้ โดยในบางครั้งอาจนำระบบสนับสนุนการตัดสินใจและระบบผู้เชี่ยวชาญเข้ามาใช้ร่วมด้วย
ตัวอย่างของการตัดสินใจแบบโครงสร้าง ได้แก่ การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับสินค้าคงคลัง จะต้องสั่งของเข้า( Order Entry) ครั้งละเท่าไร เมื่อใด การวิเคราะห์งบประมาณ( Budget Analysis) ที่ต้องใช้ในการจัดการต่างๆ การตัดสินใจเรื่องการลงทุน จะลงทุนอะไร ที่ตั้งโกดังเก็บสินค้า( Warehouse Location) ควรตั้งที่ไหน , ระบบการจัดส่ง/การจำหน่าย( Distribution System) ควรเป็นอย่างไร เป็นต้น
2. การตัดสินใจแบบไม่เป็นโครงสร้าง ( Unstructure) บางครั้งเรียกว่า แบบไม่เคยกำหนดล่วงหน้ามาก่อน ( Nonprogrammed) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาซึ่งมีรูปแบบไม่ชัดเจนหรือมีความซับซ้อน จึงไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหาแน่นอน เป็นปัญหาที่ไม่มีการระบุวิธีแก้ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง การตัดสินใจกับปัญหาลักษณะนี้ จะไม่มีเครื่องมืออะไรมาช่วย มักเป็นปัญหาของผู้บริหารระดับสูง ต้องใช้สัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความรู้ของผู้บริหารในการตัดสินใจ
ตัวอย่างของการตัดสินใจแบบไม่เป็นโครงสร้าง เช่น การวางแผนการบริการใหม่ , การว่าจ้างผู้บริหารใหม่เพิ่ม หรือการเลือกกลุ่มของโครงงานวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในปีหน้า
3. การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง ( Semistructure ) เป็นการตัดสินใจแบผสมระหว่างแบบโครงสร้างและแบบไม่เป็นโครงสร้าง คือบางส่วนสามารถตัดสินใจแบบโครงสร้างได้ แต่บางส่วนไม่สามารถทำได้ โดยปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างนี้ จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบมาตรฐานและการพิจารณาโดยมนุษย์รวมเข้าไว้ด้วยกัน คือมีลักษณะเป็นกึ่งโครงสร้าง แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขั้นตอนจึงไม่ชัดเจนว่า จะมีขั้นตอนอย่างไร ปัญหาบางส่วนเขียนเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้ แต่ปัญหาบางส่วนไม่สามารถเขียนออกมาในรูปของแบบจำลองได้
ตัวอย่างการตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง เช่น การทำสัญญาทางการค้า , การกำหนดงบประมาณทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์
ที่มา http://irrigation.rid.go.th

บทที่ 9 เรื่องที่ 2 บทบาทหน้าที่ของ การจัดการ


เมื่อกล่าวถึ งหน้าที่ที่ เกี่ยวกับการจัดการในองค์การมักมุ่งไปที่หน้าที่ต่างๆในขบวนการจัดการ 4 ประการ (การวางแผน การจัดองค์การ การโน้มนํา และการควบคุม) ดังที่กล่าวข้างต้น ซึ่งผู้บริหารแต่ละคนให้ความสําคัญและเวลาในการทําหน้าที่การจัดการเหล่านี้แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังขึ้นกับลักษณะการดําเนินงานขององค์การที่แตกต่างกันด้วย (เช่น มีลักษณะการดําเนินงานเป็นองค์การที่แสวงหากําไรหรือองค์การที่ไม่แสวงหากําไร) ระดับของผู้บริหารที่ต่างกัน (ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง) และขนาดขององค์การที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารที่อยู่ในระดับบริหารที่แตกต่างกันจะให้เวลาในการทํากิจกรรมของแต่ละหน้าที่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาถึงกิจกรรมของผู้บริหารในองค์การแล้ว Mintzberg เห็นว่าบทบาทของ การจัดการสามารถจัดแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม หรือที่เรียกว่า บทบาทด้านการจัดการของ Mintzberg (Mintzberg’s managerial roles) ได้แก่ บทบาทด้านระหว่างบุคคล (interpersonal roles) บทบาทด้านข้อมูล (informational roles) และบทบาทด้านการตัดสินใจ (decisional roles) โดยแต่ละกลุ่มของบทบาทมีบทบาทย่อยดังต่อไปนี้

บทบาทระหว่างบุคคล (interpersonal roles) เป็นบทบาทด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ประกอบด้วย บทบาทย่อย ได้แก่

1) บทบาทตามตําแหน่ง (figurehead): ทําหน้าที่ประจําวันต่างๆตามระเบียบที่เกี่ยวกับกฎหมาย หรือตามที่สังคมกําหนด เช่น การต้อนรับแขกขององค์กร ลงนามในเอกสารตามกฎหมาย เป็นต้น

2) บทบาทผู้นํา (leader): ต้องรับผิดชอบสร้างแรงจูงใจและกระตุ?นการทํางานของพนักงาน รับผิดชอบในการจัดหาคน ฝึกอบรม และงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

3) บทบาทการสร้างสัมพันธภาพ (liaison): โดยสร้างเครือข่ายภายในและภายนอกเพื่อการ กระจายข้อมูลให้ทั่วถึง

บทบาทด้านข้อมูล (informational roles) เป็นบทบาทด้านการกระจายและส่งผ่านข้อมูล ประกอบด้วย บทบาทย่อย ดังนี้

4) เป็นผู้ติดตามประเมินผล (monitor): เป็นการติดตามเลือกรับข้อมูล (ซึ่งมักจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน) เพื่อเข้าใจความเคลื่อนไหวขององค์การและสิ่งแวดล้อม เป็นเสมือนศูนย์กลางของ ระบบ

5) เป็นผู้กระจายข้อมูล (disseminator): รับบทบาทส่งผ่านข้อมูลไปยังพนักงานในองค์การ บางข้อมูลก็เกี่ยวกับข้อเท็จจริง บางข้อมูลเกี่ยวกับการแปลผลและรวบรวมความแตกต่างกันที่เกิดขึ้นในองค์การ

6) เป็นโฆษก (spokesperson): ทําหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานภายนอก เกี่ยวกับ แผนงาน นโยบาย กิจกรรม และผลงานขององค์การ เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

บทบาทด้านการตัดสินใจ (decisional roles) ทําหน้าที่ตัดสินใจในการดําเนินงานขององค์การ ประกอบด้วยบทบาทย่อย ดังนี้

7) เป็นผู้ประกอบการ (entrepreneur): หาโอกาสและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เช่น การปรับปรุงโครงการ เพื่อนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ให้คำแนะนําเกี่ยวกับการออกแบบโครงการ โดยการจัดให้มีการทบทวนและกําหนดกลยุทธ์เพื่อพัฒนาโปรแกรมใหม่ๆ

8) เป็นผู้จัดการความสงบเรียบร้อย (disturbance hander): รับผิดชอบแก้ไขการดําเนินงานเมื่อองค์การเผชิญกับความไม่สงบเรียบร้อย โดยการทบทวนและกําหนดกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบและวิกฤติการณ์ในองค์การ

9) เป็นผู้จัดสรรทรัพยากร (resource allocator): เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรทรัพยากรต่างๆในองค์การ เช่น ทําการตัดสินใจและอนุมัติในประเด็นที่สําคัญต่างๆขององค์การ โดยจัดลําดับ และกระจายอํานาจ ดูแลกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ และจัดการเกี่ยวกับการทํางานของพนักงาน

10) เป็นผู้ต่อรอง (negotiator): รับผิดชอบในการเป็นตัวแทนต่อรองในเรื่องสําคัญขององค์การ เช่น มีส่วนร่วมในการทําสัญญากับสหภาพแรงงานขององค์การ หรือการต่อรองกับผู้จัดหา (suppliers)
 

ที่มา   https://blog.eduzones.com/poonpreecha/81985

บทที่ 9 เรื่องที่ 1 คุณสมบัติของความรู้



1. มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี และถูกต้อง 
เพราะการทำหน้าที่ให้คำปรึกษาโดยไม่มีพื้นความรู้ที่แท้จริงนั้นจะส่งผลให้การให้คำปรึกษาดำเนินไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการซึ่งอาจก่อให้เกิดผลร้ายแก่ผู้รับคำปรึกษาได้

2. มีความรู้พระคัมภีร์ดี และหลักศาสนาศาตร์ที่ถูกต้อง 
การให้คำปรึกษาเป็นงานหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์และพระองค์ทรงทำพันธกิจนี้ร่วมกับพระวจนะของพระเจ้า เราจึงต้องดำเนินการตามพระคำของพระองค์

3. มีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาดี 
เช่น จิตวิทยาทั่วไป จิตวิทยาการเรียนรู้จิตวิทยาพัฒนาการ เป็นต้น เพื่อมีความเข้าใจในตนเอง และพฤติกรรมของตน และความเข้าใจผู้อื่นและพฤติกรรมของเขาและมีวิจารณณญาณและการตัดสินใจที่ถูกต้อง

4. มีความรู้พื้นฐานในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต เช่น กฎหมายเบื้องต้น ฯลฯ
การให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้รับคำปรึกษาหลุดจากปัญหาหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของจิตใจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความพลาดพลั้งเข้าใจผิดเพราะการรู้เท่าไม่ถึงการ การมีความรู้พื้นฐานในเรื่องอื่นๆ จะช่วยผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยผู้รับคำปรึกษาได้

5. มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ 
การเป็นผู้มีประสบการณ์มาก และหลายๆประเภท จะสามารถนำมาช่วยผู้รับคำปรึกษา ซึ่งมีปัญหาหลากหลายชนิดแตกต่างกัน

6. มีความสามารถในการรู้จักและเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง
เพราะการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของคนอื่นต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจตนเองก่อน เช่นเดียวกับผู้ที่ช่วยคนตกน้ำ ตนเองต้องว่ายน้ำเป็นเสียก่อน

7. มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง
มีจิตใจที่หนักแน่น ไม่อยู่ในภาวะที่เปราะบาง อ่อนไหวหรือแตกหักง่าย เมื่อได้รับการกระทบกระเทือน เพียงเล็กน้อย

8. มีความสามารถในการเข้าใจพฤติกรรมของผู้อื่น
มีความนับถือในตัวบุคคลอื่นและความเป็นปุถุชนของผู้รับคำปรึกษา


9. มีความสามารถในการยืดหยุ่น และคล่องตัวในทุกสถานการณ์
ไม่ยึด หลักการหรือทัศนะใดโดยเฉพาะ แต่เข้าใจความจริงว่าหลักการให้คำปรึกษานั้นไม่มีวิธีการใดดีหรือถูกต้องที่สุดเนื่องจากวิธีการหนึ่งอาจใช้ได้กับ บุคคลหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ แต่กับอีกคนหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้เลย

10. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น และจริงใจต่อบุคคลอื่นได้ดี ตลอดจนมีความไวต่อพฤติกรรมที่สลับซับซ้อนของผู้รับคำปรึกษา

11. มีความอดทนและมีอารมณ์ขัน
มีความอดทนทั้งต่อความกดดันที่เกิดขึ้นจากงานที่ทำและจากความหยาบกระด้างหรือความไม่สุภาพของผู้รับคำปรึกษาบางคน

12. มีความสนใจคน
ให้ความสนใจในตัวบุคคลและความรู้สึกของผู้มารับคำปรึกษาและให้ความสนใจในผลประโยฃน์ของผู้มารับคำปรึกษามากกว่าสิ่งอื่น

13. มีความรับผิดชอบสูง
และต้องมีความเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณของการเป็นผู้ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี

ที่มา  http://jaisamarn.org/1/learn/default.asp?s_learntype=&s_learnno=135&PageNo=1

บทที่ 8 คำศัพท์พร้อมคำแปล

โซ่อุปทาน                   Supply Chain

ผู้จัดจำหน่าย               Distributors

ร้านค้าปลีก                  Retailers

ป้อนเข้า                      Input

กระบวนการ                Process

ผลิตภัณฑ์                  Output

ผู้ขายปัจจัยการผลิต  Supplier

ผู้ผลิต                        Manufacturer

ผู้จัดจำหน่าย             Distributor

ผู้ค้าส่ง                       Wholesaler